การเงิน นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนวัยทำงานจำเป็นต้องรู้ เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการกับเงินของตัวเองได้ ซึ่งเงินก็เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนการเงินที่ดี เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการเงินยังสามารถแบ่งออกได้ในหลายๆ รูปแบบ สำหรับใครที่อาจจะยังไม่รู้ว่าการเงินรูปแบบต่างๆ มีอะไรบ้าง วันนี้ butikyunda ได้รวบรวม 3 รูปแบบการเงินสำคัญที่ควรรู้ มาแนะนำให้กับทุกคนว่ามีอีกอะไรบ้าง และสำคัญแค่ไหน ถ้าคุณอยากรู้แล้ว ตามไปดูกันเลย

3 รูปแบบการเงินสำคัญที่ควรรู้

1. การเงินส่วนบุคคล

สำหรับรูปแบบการเงินแรกคือ การเงินส่วนบุคคล ซึ่งหมายถึงการบริหารเงิน การเก็บออมเงิน และการลงทุนสำหรับบุคคล เช่น ประกัน การลงทุน เงินกู้ เงินเกษียณ ภาษี การธนาคาร การตั้งงบ และ อสังหาริมทรัพย์ คำว่าการเงินส่วนบุคคลมักหมายถึงบริษัทการเงินที่บริหารและให้คำแนะนำเรื่องการเงินสำหรับบุคคลทั่วไป

โดยการเงินส่วนบุคคลคือเครื่องมือช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถบรรลุเป้าหมายการเงินส่วนตัวได้ รวมถึงเป้าหมายการเงินระยะสั้นและระยะยาว ทุกคนมีรายได้ ค่าใช้จ่าย และความรู้ด้านการเงินไม่เท่ากัน แม้ว่าบริการด้านการเงินและที่ปรึกษาด้านการเงินจะมีเยอะ ความรับผิดชอบและการตัดสินใจทางด้านการเงินก็ควรอยู่กับเจ้าของเงิน ซึ่งเจ้าของเงินก็มีหน้าที่ที่จะหา ‘ความรู้ทางการเงิน’ ให้ตัวเอง เพื่อป้องกันแยกแยะระหว่างคำแนะนำทางการเงินที่ดีและไม่ดี

การเงินส่วนบุคคล

2. การเงินธุรกิจ

ในส่วนของการเงินธุรกิจนั้น คือการเงินที่ดูเกี่ยวกับการหาเงินลงทุน การจัดวางจะใช้งานในบริษัท การบริหารเงินเพื่อทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มมากขึ้น และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ เพื่อบริหารเงินและลดความเสี่ยง ธุรกิจส่วนมากคือการสร้างรายได้ การเงินธุรกิจก็คือเครื่องมือที่ตรงต่อเป้าหมายด้านการทำกำไรมากที่สุดแล้ว ในกรณีที่บริษัทมีผู้ถือหุ้นหรือผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์ต่อการลงทุน หนึ่งในหน้าที่ของคนบริหารการเงินธุรกิจก็คือการสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจให้กับคนเหล่านั้น ซึ่งอาจจะมาในส่วนของเงินปันผล

การเงินธุรกิจ

โดยหน้าที่หลักๆ ของการเงินธุรกิจมีอยู่ 3 อย่าง ดังนี้

1. ลงทุน (Investment) หน้าที่ของการเงินธุรกิจส่วนนี้ก็คือการหาวิธีการลงทุนทั้งในและนอกธุรกิจตัวเองเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

2. ระดมทุน (Fund Raising) การระดมทุนเพื่อทำให้สามารถเติบโตหรือว่าปฏิบัติการต่อไปได้ โดยการระดมทุนก็คือการกู้ และการระดมทุนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ส่วนการลงทุนสำหรับบริษัทเปิดใหม่แนว startup ที่ยังไม่มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอก็คือการ ‘ขายหุ้น’ ให้นักลงทุนผู้อื่น

3. เงินหมุน (Cash Flow) เปรียบเหมือนสายเลือดของธุรกิจ บางธุรกิจไม่มีกำไรแต่ก็ยังสามารถบริหารต่อไปได้เพราะว่ายังมีเงินหมุนอยู่ บางธุรกิจกำไรเยอะแต่ยอดขายมาจากเครดิต ก็เลยทำให้บริหารงานติดขัดเพราะขาดเงินหมุน ธุรกิจที่สามารถบริหารเงินหมุนได้ดีก็จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

3. การเงินและเศรษฐศาสตร์

ปิดท้ายด้วยการเงินและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาของการทำความเข้าใจโลกการเงิน สาเหตุที่การตัดสินใจด้านการลงทุนต่างๆ นั้นยากก็เพราะว่า ‘ตัวแปร’ ที่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนของการลงทุนมีเยอะมาก เช่น เราควรลงทุนเมื่อไร ความเสี่ยงคืออะไร ต้นทุนค่าเสียโอกาสมีอะไรบ้าง ยิ่งถ้าเป็นการลงทุนในธุรกิจหรือในตลาดหลักทรัพย์ เราก็ยิ่งต้องทำความเข้าใจบริบทของธุรกิจแต่ละประเภทอีกด้วย

การเงินและเศรษฐศาสตร์

– มูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) คือหลักการพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์การเงิน ซึ่ง มูลค่าของเงิน 1 บาทที่เราได้มาวันนี้มีค่าไม่เท่ากับมูลค่าเงิน 1 บาทในอนาคต ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่าเงินลอยตัว ดอกเบี้ยเงินฝาก การที่เราได้เงินสดมาในตอนนี้ย่อมสามารถทำให้เกิดโอกาสมากกว่าการที่เราได้เงินในอีก 10 ปีข้างหน้า

– ความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Rewards) การลงทุนแต่ละอย่างมีผลตอบแทนและความเสี่ยงไม่เท่ากับ หากเราเลือกลงทุนทำธุรกิจโดยที่เราได้กำไรแค่ 1-2% ต่อปี และธุรกิจไม่มีการเติบโตเลย การลงทุนที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่ได้ผลตอบแทนเท่ากันอย่างการนำเงินไปฝากธนาคารก็คงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

– การทำกำไรจากสองตลาด (Arbitrage) คือการทำกำไรจากสินค้าชนิดเดียวกันแต่มีราคาขายไม่เท่ากันในตลาดสองประเภท เช่น เราซื้อน้ำเปล่าในราคาขายส่งขวดละ 5 บาทแต่ขายในร้านขายปลีกในราคา 10 บาท เป็นต้น

ทั้งหมดนี้คือ 3 รูปแบบการเงินสำคัญที่ควรรู้ เพื่อที่คุณจะสามารถนำความรู้เหล่านี้มาปรับใช้กับการบริหารจัดการเงินในองค์กรของคุณในอนาคตได้ รวมทั้งยังสามารถจัดการกับเงินส่วนบุคคลของคุณเองได้เช่นกัน